วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับบะหมี่

บรรยากาศของโลก

องค์ประกอบบรรยากาศโลก


   1. ออกซิเจน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ และมีปริมาณอันดับ 2 ในส่วนประกอบของบรรยากาศโลก คือมีประมาณร้อยละ 20.947 โดยปริมาตร
   2. ไนโตรเจน เป็นส่วนประกอบที่มีปริมาณอันดับ 1 ในส่วนประกอบของบรรยากาศของโลก มากมายถึงร้อยละ 78
   3. อาร์กอน เป็นส่วนประกอบของบรรยากาศโลกแค่ ร้อยละ 1


การแบ่งชั้นบรรยากาศฃ

บรรยากาศแบ่งไม่ได้แบ่งเป็นชั้นที่มองเห็นได้ แต่จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งชั้นบรรยากาศได้เป็น 5 ชั้น ดังนี้

 โทรโพสเฟียร์ (troposphere)

เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่สูงจากพื้นดินขึ้นไปประมาณ 15 กม. อุณหภูมิจะค่อยๆลดลงตามระดับความสูง และเป็นชั้นที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศด้วย. มีปรากฏการณ์ที่สำคัญ คือ ลม เมฆ พายุ หิมะ สตราโทสเฟียร์ (stratosphere)

เป็นชั้นที่มีเสถียรภาพต่ำสุด มีความสูงตั้งแต่ 15-50 กม. อุณหภูมิในระดับล่างของชั้นนี้จะคงที่จนถึงระดับความสูง 20 กม. จากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆสูงขึ้น ชั้นนี้เป็นชั้นที่เครื่องบินจะบินเพราะไม่มีความแปรปรวนของสภาพอากาศและ เครื่องบินทั้งหมดที่บินในชั้นจะนี้จะเป็นเครื่องบินไอพ่น มีโซสเฟียร์ (mesosphere)

เป็นช่วงบรรยากาศที่อยู่สูงจากพื้นดินในช่วง 50-80 กม.อุณหภูมิลดลงตามระดับความสูง ตั้งแต่ชั้นแรกถึงชั้นนี้อากาศยังเป็นเนื้อเดียวกันอยู่ ทั้ง 3 ชั้นรวมทั้งหมดเรียกว่า โฮโมสเฟียร์ (homosphere) บรรยากาศมีก๊าซโอโซนอยู่มากซึ่งจะช่วยสกัดแสงอัลตร้า ไวโอเรต (UV) จาก ดวงอาทิตย์ไม่ให้มาถึงพื้นโลกมากเกินไปเทอร์โมสเฟียร์ (thermosphere)

เป็นช่วงบรรยากาศที่มีระดับความสูง 80-500 กม. อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (เนื่องจากใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น) จนถึงระดับประมาณ 100 กม. จากนั้นอัตราการสูงขึ้นของอุณหภูมิจะลดลง อุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นนี้คือ 227-1727 องศาเซลเซียส ชั้นนี้ยังมีแก็สที่เป็นประจุไฟฟ้าเรียกว่า ไอออน สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุบางชนิดได้ เราอาจเรียกชั้นนี้ว่า ไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere) ก็ได้ เอกโซสเฟียร์ (exosphere)

เริ่มตั้งแต่ 500 กม.จากผิวโลกขึ้นไป บรรยากาศชั้นนี้เจือจางมากจนไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม ไม่มีรอยต่อที่ชัดเจนระหว่างบรรยากาศกับอวกาศ มีอุณหภูมิประมาณ 726 องศาเซลเซียส ถึงแม้อุณหภูมิจะสูงแต่เนื่องจากอากาศเบาบางมาก จึงแทบไม่มีผลต่อยานอวกาศ บรรยากาศนี้ถือว่าไม่ดีนัก

ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81

-: รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ :-

เมื่อวานนี้วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 ได้มีโอกาสไปชมงานแสดงสินค้า ชื่องาน Energie Sparen เป็นงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการประหยัดพลังงาน
มีหลายอย่างที่น่าสนใจในงานนี้ แต่ที่มาสะดุดและต้องหยุด เพราะความชอบและเอ็นดูกับความน่ารักของรถยนต์ประหยัดพลังงานคันนี้
ที่น่าทึ่งและชอบคือ รถยนต์คันนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (สามารถใช้ไฟฟ้าจากไฟในบ้านเรือนได้ด้วย)
รถยนต์คันนี้ได้รับการพัฒนาจาก วิทยาลัยแห่งเวลส์ ประเทศออสเตรีย จากภาควิชาเทคโนโลยีเพื่อวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (ถ้าแปลไม่ผิดหรือถ้าเข้าใจผิดก็ต้องขออภัย)
รถยนต์นี้เป็นรถยนต์นำร่อง ที่ยังจะต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เพราะด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง แต่รถยนต์คันนี้ใช้งานปกติ
จะสังเกตได้จากแผ่นป้ายทะเบียน เป็นรถยนต์ที่ใช้วิ่งได้ทั่วไป แม้แต่บนถนนหลวง ถนนไฮเวย์ก็ตาม

องค์ประกอบของหัวใจ

วิทยาศาสตร์  


       
     สิ่งที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ “Science“ มาจากคำว่า Scientic ภาษาลาติน แปลว่า ความรู้ ฉะนั้น วิทยาศาสตร์คือ ความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับ ธรรมชาติที่มนุษย์ สะสมมาแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต อย่างไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์ คือองค์ความรู้ที่มีระบบและจัดไว้อย่างมีระเบียบแบบแผน โดยทั่วไปกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (The Process of Science) ประกอบด้วย- ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์- เจตคติทางวิทยาศาสตร์

ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 

     เป็นการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มี 5 ขั้นตอน1. การสังเกตและการตั้งปัญหา2. การตั้งสมมุติฐาน เป็นการคาดคะเนอย่างมีเหตุผล3. การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล4. การทดลองเพื่อตรวจสอบสมมุติฐาน5. การสรุปผล

เจตคติทางวิทยาศาสตร์ 

       เจตคติซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริม กระบวนการแสวงหา ความรู้ ที่ทบวงกำหนดมี 6 กระบวนการ1. มีเหตุผล2. อยากรู้ยากเห็น3. ใจกว้าง4. ชื่อสัตย์ใจเป็นกลาง5. ความเพียรพยายาม6. ละเอียดรอบคลอบ         ถ้าจะให้นิยามความหมายของวิทยาศาสตร์ว่า “ความรู้” ตามความหมายที่แปลมาจากภาษาลาติน ดูเหมือนว่าจะมีความหมายที่สั้นและแคบจนเกินไป เพราะธรรมชาติหรือแก่นสารที่แท้จริงของวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้หมายถึงความรู้ เนื้อหาวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งหมายความว่าวิทยาศาสตร์นั้นจะต้องได้ทั้งตัวความรู้ วิทยาศาสตร์ วิธีการ และเจตคติวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน         วิทยาศาสตร์ คือ เรื่องราวของสิ่งแวดล้อม ปรากฎการณ์ธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ได้รวบรวมความจริง (facts) เหล่านั้นเพื่อนำมาประมวลเป็นความรู้ และตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น ความรู้ที่แสดงหรือพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องเป็นความจริง จัดไว้เป็นหมวดหมู่ มีระเบียบและขั้นตอน สรุปได้เป็นกฎเกณฑ์สากล เป็นความรู้ที่ได้มาโดยวิธีการที่เริ่มต้นด้วยการสังเกต และ/หรือ การจัดที่เป็นระเบียบมีขั้นตอน และปราศจากอคติ ซึ่งสอดคล้องกับการให้ความหมายของ The Columbia Encyclopedia ซึ่งจะอธิบายได้ว่า วิทยาศาสตร์ เป็นการรวบรวมความรู้อย่างมีระบบระเบียบ ความรู้ที่ได้รวบรวมไว้นี้เป็นความรู้เกี่ยวกับปรากฎการณ์ธรรมชาติ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะการรวบรวมข้อเท็จจริงเพียงสภาพพลวัต หรือมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและตามสภาพการกระตุ้นจากภายในหรือจากสภาพภาย นอก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการสังเกตธรรมชาติและการวิเคราะห์วิจัย วิทยาศาสตร์จึงเป็นสากลเพราะเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยหลักการเดียวกัน วิทยาศาสตร์จึงไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา สถานที่ และวัฒนธรรม        อีกหนึ่งความหมายของวิทยาศาสตร์ที่อธิบายไว้อย่างละเอียดและชัดเจน คือ ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ซึ่งมนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าสะสมมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และจะศึกษาต่อไปในอนาคตอย่างไม่รู้จักจบสิ้น มนุษย์ได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมว่า1. สิ่งต่าง ๆ มีความเป็นมาอย่างไร2. สิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรบ้าง3. พัฒนาการของสิ่งเหล่านั้นมีระเบียบแบบแผน หรือมีหลักเกณฑ์อย่างไร และจะบังเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร4. มนุษย์จะนำความรู้ทั้งหลายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรบ้างTags: การตั้งสมมุติฐาน, การทดลองเพื่อตรวจสอบสมมุติฐาน, การวิเคราะห์วิจัย, การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล, การสรุปผล, การสังเกตและการตั้งปัญหา, ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์, วิทยาศาสตร์, วิทยาศาสตร์คือ, วิเคราะห์วิจัย, สิ่งที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์, เจตคติทางวิทยาศาสตร์ที่มา:http://www.babydope.com/tag/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C/

แบตเตอรี่หัวมันฝรั่ง


ผัก ผลไม้ ก็สร้างกระแสไฟฟ้าได้นะ  มาลงมือแล้วฟังเสียงการไหลของกระแสไฟฟ้ากันเลย

สิ่งที่ต้องใช้


        1.         มันฝรั่ง 1 หัว
        2.         มีด
        3.         เหรียญสลึงที่มีส่วนประกอบของทองแดง 1 เหรียญ
        4.         แหวนรองน๊อต 1 วง หรือตะปูสังกะสีก็ได้
        5.         สายไฟสำเร็จรูปที่ต่อกับตัวหนีบปากจระเข้ 2 เส้น
        6.         หูฟัง 1 เส้น

วิธีทดลอง

      ใช้มีดกรีดมันฝรั่งให้เป็นรอยแยกขนาดเล็ก 2 รอย ให้ห่างกัน  2-3 ซม. เสียบเหรียญและแหวนรองน๊อตลงไปในรอยแยก
      นำหัวหนีบปากจระเข้ 1 เส้นหนีบกับเหรียญสลึง ืและอีกหนึ่งเส้นหนีบกับแหวนรองน๊อต
      นำปลายอีกด้านของหัวหนีบทั้ง 2 เส้น มาหนีบกับปลายที่เสียบหูฟัง ระวังอย่าให้ปลายตัวหนีบแตะโดนกันนะ...ลองฟังดูซิเธอได้ยินเสียงอะไรไหม?                     

เพราะอะไรกันนะ

        เมื่อหนีบตัวหนีบกับที่เสีบยหูฟัง กระแสไฟฟ้าจะถูกต่อเข้ากับแบตเตอรี่ในหัวมันฝรั่ง และเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างทองแดงในเหรียญสลึง + สังกะสีในแหวนรองน๊อต + น้ำในมันฝรั่ง = แรงดันไฟฟ้า ปฏิกิริยานี้จะนำเอาอนุภาคเล็กจิ๋วที่ชื่อ "อิเลคตรอน" ให้ไหลไปตามสายไฟ  อิเล็คตรอนมีขนาดเล็กมากจนเรามอง
ไม่เห็น แต่เราได้ยินเสียงมันไหลได้ด้วยหูฟัง เราสร้างแบตเตอรี่ได้ด้วยการนำโลหะสองชนิดที่ต่างกัน เช่น อะลูมิเนียมฟรอยล์และช้อนโลหะ มาเชื่อมโยงถึงกันด้วยของเหลวที่นำไฟฟ้า เช่น น้ำมะนาว
หัวมันฝรั่ง ส้ม แรงดันไฟฟ้าจะถูกสร้างขึ้น หน่วยวัดแรงดันไฟฟ้าคือ โวลต์ (Volt)

การทดลองวิทยาศาสตร์

น้ำนำแสง

รู้จักเส้นใยแก้วนำแสงไหม? 

           เส้นใยแก้วเป็นเส้นใยที่ทำจากแก้วบริสุทธิ์และส่งสัญญาณแสงได้ เมื่อส่องแสงไปที่ปลายของเส้นใยแก้วนำแสง แสงจะสามารถเดินทางภายในเส้นใยแก้วและถูกส่งออกมาอีกด้านหนึ่งได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของแสงกับวัสดุ ประโยชน์ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันคือการส่งข้อมูลได้จำนวนมาก เช่นสายอินเทอร์เน็ต นอกจากวัสดุที่เป็นแก้วแล้ว แสงยังสามารถเดินทางในน้ำเปล่า ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์เดียวกัน เรามาทำการทดลองเพื่อเรียนรู้หลักการการสะท้อนของแสงระหว่างพื้นผิวของวัสดุโปร่งแสง 2 ชนิด

อุปกรณ์

1. ไฟฉาย
2. ขวดน้ำพลาสติกใส
3. น้ำเปล่า
4. กรรไกรหรือสิ่งที่เจาะรูกลมได้

วิธีทดลอง

1. เจาะรูกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตรบริเวณใกล้กับฐานขวด
2. จากนั้นใช้นิ้วอุดรูไว้ และเติมน้ำให้สูงกว่ารู
3. ใช้ไฟฉายส่องด้านหลังขวดบริเวณตรงข้ามกับรู
4. เอานิ้วออกจากรูและใช้มืออีกข้างรับน้ำที่ไหลออกมาจากรู
5. สังเกตบริเวณปลายสุดของน้ำที่ไหลออกมา


            จากการทดลอง เมื่อเราส่องแสงไปในน้ำ แสงสามารถเดินทางมาตามลำน้ำได้จนถึงปลายทางของน้ำ ตามหลักการวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แสงเดินทางเป็นเส้นตรง แต่ในการทดลองนี้ ถึงแม้ว่าสายน้ำจะโค้งแต่แสงก็เดินทางมาตามน้ำมาได้ เพราะเหตุใดแสงจึงเดินทางตามน้ำที่โค้งได้?
          จริงๆ แล้วแสงยังเดินทางเป็นเส้นตรงจากอากาศ และสะท้อนออกมาเป็นเส้นตรงเมื่อตกบนพื้นผิว เช่นน้ำ ซึ่งบางส่วนของแสงจะสะท้อนกลับ และเนื่องจากน้ำโปร่งแสง แสงบางส่วนจึงสามารถเดินทางผ่านจากอากาศไปในน้ำได้ ในทางกลับกัน แสงที่เปล่งในน้ำสามารถเดินทางผ่านน้ำไปสู่อากาศได้ ดังลำแสงเส้นสีเขียวในรูปภาพนี้ (ลองทำการทดลอง “ลำแสงหักเห” จากเว็บไซต์ อพวช. หน้า “การทดลองวิทยาศาสตร์”)



         เมื่อแสงตกลงที่พื้นผิวระหว่างตัวกลางทั้งสอง ทำมุมเท่ากับหรือมากกว่า มุม θ ดั่งลำแสงสีแดงในรูปนี้ แสงทั้งหมดจะสะท้อนกลับเข้าตัวกลางเดิม ไม่สามารถผ่านพื้นผิวระหว่างสองตัวกลางได้ มุม θ หรือเรียกว่า มุมวิกฤตของแต่ละตัวกลางจะแตกต่างกัน ซึ่งปรากฏการณ์นี้คือการสะท้อนกลับหมด แสงในใยแก้วนำแสงและลำน้ำจึงสามารถสะท้อนกับพื้นผิวและเดินทางผ่านตัวกลางที่โค้งอยู่ และเปล่งออกมาอีกด้านหนึ่งได้

ที่มาhttp://www.nsm.or.th/nsm2009/index.php?option=com_nsmcontents&views=article&id=2358&Itemid=92